1980 - 1992

posted on 26 Nov 2010 16:57 by mfunfunzaa
1980 - 1992

ในช่วงต้นของยุค 80 เป็นช่วงเวลาที่ยูไนเต็ดกำลังร่วงโรยอยู่ในดิวิชัน 2 กอร์ดอน ลี ได้เข้ามาแทนที่ตำแหน่งของฮาร์วี
โดยถัดจากลี ก็ตามมาด้วย ริชาร์ด ดินนิส และบิล แมคแกร์รี แต่ก็เป็น อาร์เธอร์ คอกซ์ ที่สามารถทำให้ยูไนเต็ดเลื่อนชั้น

ขึ้นมาเตะในดิวิชัน 1 ได้อีกครั้ง พร้อมด้วยนักเตะอย่าง เควิน คีแกน อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ ผู้ซึ่งย้ายมาร่วมงานกับ

สาลิกาดงด้วยสัญญาอื้อฉาว ในปี 1982

การเล่นฟุตบอลที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคีแกนในดิวิชันสูงสุดกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวดั่งเครื่องหมายการค้าของเขาไปใน

การเป็นผู้จัดการทีมในยุค 90 คีแกนในฐานะนักเตะนั้นลงเล่นเคียงข้างกับดาวรุ่งอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดส์ลีย์ และ คริส วอด

เดิล เช่นเดียวกับ เทอร์รี แมคเดอร์มอตต์ และ เดวิ แมคครีรีย์

หนึ่งในนักเตะอังกฤษที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่ง พอล แกสคอยน์ หรือ แกสซ่า ก็ได้แจ้งเกิดในฐานะดาวรุ่งของสโมสร

ในช่วงเวลานี้เอง ภายใต้การคุมทีมของ แจ็ค ชาร์ลตัน (ผู้ซึ่งพาทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของ

ฟุตบอลโลก ถึง 2 ครั้ง) นิวคาสเซิลสามารถรักษาระดับในการเล่นในดิวิชัน 1 ไว้ได้ แต่หลังจากนั้นพวกเขาได้ขายผู้เล่นที่

ดีที่สุดหลายคนออกไป เช่น เบียร์ดส์ลีย์ ไปลิเวอร์พูล วอดเดิล กับ แกสซ่า ไปทอตแนม ฮอต สเปอร์ ทำให้สโมสรระส่ำ

ระส่ายเป็นอย่างมาก กองเชียร์ลดน้อยลงและมีความขัดแย้งในการบริหารสโมสร

ในที่สุด เจ้าสาลิกาดงก็ต้องตกชั้นลงไปสู่ดิวิชัน 2 อีกครั้ง และถัดไป 2-3 ฤดูกาล พวกเขาก็พบว่าพวกเขากำลังตกอยู่ใน

สภาวะอันตราย พวกเขาเหลือเงินเพียงน้อยนิด นักเตะดังๆ ย้ายทีม กองเชียร์ยิ่งลดน้อยถอยลง นั่นทำให้เกิดการเปลี่ยน

แปลงในการบริหารสโมสรอีกครั้ง จิม สมิทธ์ และ ออสซี อาร์ดิลีย์ส ไม่สามารถหยุดยั้งความเสียหายครั้งนั้นได้อีกแล้ว
ในสภาพของสโมสรที่กำลังร่อแร่ และมีโอกาสประสบกับความหายนะอย่างที่สุด ผลักดันให้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ดต้องการผู้

ที่จะเข้ามาช่วยฉุดสถานการณ์ของสโมสรไม่ให้ตกต่ำย่ำแย่ไปกว่านี้ และพวกเขาก็พบ ไม่เพียงแค่หนึ่งคนแต่เป็นสอง นั่น

คือ เซอร์ จอห์น ฮอลล์ และ เควิน คีแกน สองคนผู้เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์และชื่อเสียงของทีม

1945 - 1979

posted on 26 Nov 2010 16:57 by mfunfunzaa
1945 - 1979

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง สันติสุขกลับคืนสู่โลกอีกครั้งในปี 1945 เซย์มัวร์ เป็นตัวตั้งตัวตีทุกๆอย่างของสโมสร

เขาทำให้ทีมเต็มไปด้วยผู้เล่นที่มีชื่อเสียง และเล่นฟุตบอลอย่างเร้าใจ จากผู้เล่นในถิ่นกำเนิดแห่งนี้ เช่น แจ็กกี้ มิลเบิร์น,

บ็อบบี้ โคเวลล์ และ เอิร์นนี เทย์เลอร์ และผู้เล่นที่ถูกซื้อตัวมาอย่าง จอร์จ โรเบิลโด, บ็อบบี้ มิทเชลล์, โจ ฮาร์วี, เลน ชา

คเกิลตัน และ แฟรงก์ เบรนนัน

นิวคาสเซิล ได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชันสูงสุดอีกครั้งอย่างรวดเร็วในปี 1948 ต่อหน้าแฟนบอลล้นหลาม โดยเฉลี่ยแล้ว มีแฟนบอล

เข้าชมเกมเกือบ 57000 คนในเกมเหย้าของปีนั้น เป็นสถิติสูงสุดของประเทศ นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่ง

ความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น

ในช่วงยุค 50 ยูไนเต็ดได้แชมป์เอฟเอคัพ ถึง 3 ครั้งในระยะเวลา 5 ปี ในปี 1951 พวกเขาชนะแบล็กพูล 2-0 ปีถัดมา ชนะ

อาร์เซนอลไป 1-0 และในปี 1955 ยูไนเต็ดก็เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปอีก 3-1 ในช่วงเวลานั้น ทีมสาลิกาดงเป็นที่

กล่าวขวัญ มีชื่อเสียงไปทั่วทุกหัวระแหง นักเตะอย่าง "วอร์ แจ็กกี" มิลเบิร์น และ บ็อบบี้ "แดชชเลอร์" มิชเชลล์ กลายเป็น

นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์

แต่แม้ว่าทีมจะเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับคุณภาพตลอดในยุคนั้น เช่น อิวอร์ ออลเชิร์ช, จอร์จ อีสแฮม และ เลน ไวท์ ยูไนเต็ด

ก็ยังมีอันต้องตกชั้นจากดิวิชัน 1 ในปี 1961 ภายใต้การบริหารที่ย่ำแย่ของ ชาร์ลี มิทเทน อดีตนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นำมาซึ่งความเสียหายของสโมสร

และจากการกลับมากอบกู้สถานการณ์ของสโมสรของอดีตม้าศึกเก่าของทีม โจ ฮาร์วี เขาได้ปรับปรุงทีมร่วมกับ สแตน เซ

ย์มัวร์ เพื่อที่จะสร้างให้ยูไนเต็ดกลับคืนสู่ดิวิชันสูงสุดอีกครั้ง และเขาทั้งสองก็ทำสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์ดิวิชัน 2 ในปี

1965 ทำให้ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่ไม่สามารถคาดเดาได้

ทีมของโจ ฮาร์วี ได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในปี 1968 และทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงในปีถัดมาด้วย

การคว้าแชมป์อินเตอร์ ซิตี้ แฟรส์ คัพ หรือถ้วย ยูเอฟ่า คัพ ในปัจจุบัน ยูไนเต็ดในช่วงนั้นมีทีมที่แข็งแกร่ง และตาม

ธรรมเนียมของทีม เสื้อหมายเลข 9 จะถูกมอบให้กับนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้ายังคงสืบทอดมา วิน เดวีย์ เป็นนักเตะคนนั้น

ผู้ซึ่งถูกยกย่องในระดับเดียวกับ ไบรอัน "ป็อป" ร็อบสัน, บ็อบบี้ มองเคอร์ และ แฟรงก์ คาร์ก

ในปีหลังจากประสบความสำเร็จในถ้วยยุโรป ผู้จัดการทีม ฮาร์วี ได้ซื้อนักเตะใหม่ๆ ที่มีพรสวรรค์เข้ามาอีก เช่น จิมมี สมิทธ์,

โทนี กรีน, เทอร์รี ฮิบบิตต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองหน้าของทีมคนใหม่ มัลคอล์ม แมคโดนัลด์ หรือฉายา ซูเปอร์แมค

เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยูไนเต็ด ด้วยความปราดเปรียวและเด็ดขาดในการยิงประตูของเขา ทำให้เขานำ

ทีมเข้าไปสู่สนามเวมบลีย์ได้อีกถึง 2 ครั้งในปี 1974 และ 1976 ในการพบกับลิเวอร์พูล ในเอฟเอ คัพ และพบกับแมนเชส

เตอร์ ซิตี้ ในลีก คัพ แต่ก็ไม่สามารถนำถ้วยแชมป์กลับไปสู่ไทน์ไซด์ได้ทั้ง 2 ครั้ง
ประวัติสโมสรฟุตบอล นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

1881 - 1939


ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1881 สโมสรรักบี้ฟุตบอลสแตนลีย์ แห่งเซาท์ ไบเกอร์ ได้ตัดสินในที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล

ขึ้นมา โดยในการแข่งขันนัดแรกของพวกเขานั้น พวกเขาชนะทีมเอลส์วิค เลเธอร์ เวิร์ก ที่ 2 อีเลฟเว่นซ์ ไปได้ 5-0 หลัง

จากนั้น 1 ปีถัดมา ในเดือนตุลาคม 1882 พวกเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อของสโมสรไปเป็น อีส เอนด์ เอฟซี (East End FC) เพื่อ

หลีกเลี่ยงความสับสนระหว่างทีมสโมสรคริกเก็ตในเมืองสแตนลีย์ โค เดอร์แฮม และก็ไม่นานหลังจากนั้น อีกทีมในเมือง

ไบเกอร์ สโมสรโรสวู้ด เอฟซี ก็ได้ยุบมารวมกับ อีส เอนด์ เอฟซี เพื่อความแข็งแกร่งของสโมสร ในช่วงเวลานั้นเอง ในอีก

เมืองหนึ่ง ทีมสโมสรคริกเก็ตอีกทีมก็มีความสนใจในกีฬาฟุตบอล จนได้ก่อตั้งสโมสร เวสต์ เอนด์ เอฟซี ขึ้นในเดือน

สิงหาคม 1882 โดยใช้สนามคริกเก็ตของพวกเขาเป็นที่แข่งขัน แต่หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปเตะกันที่สนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค

ในเวลาไม่นานนัก ทีมเวสต์ เอนด์ ก็ได้กลายเป็นทีมหลักของเมือง ในฝั่งของทีมอีส เอนด์ นั้นเริ่มกังวลและไม่ต้องการที่จะ

เป็นรองและถูกทิ้งห่างไป จึงได้ดึงตัว ทอม วัตสัน มารับตำแหน่งเลขาธิการ และ ผู้จัดการทีม ในช่วงปิดฤดูกาลปี 1888

และจากจุดนั้นนั่นเอง วัตสัน ได้ทำการเซ็นสัญญาที่เป็นประโยชน์กับทีมหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเซ็นสัญญา

กลับทีมฮีตตัน จากสก็อตแลนด์ ทำให้ทีมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่ทีมเวสต์ เอนด์ กลับเริ่มตกต่ำลง

ในปี 1889 ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกของท้องถิ่นเป็นครั้งแรก และฟุตบอลเอฟ เอ คัพ ได้เริ่มต้นขึ้นเช่นกัน ด้วย

ความทะเยอทะยานของทีมอีสต์ เอนด์ ทำให้ทีมได้กลายเป็นทีมฟุตบอลอาชีพที่แท้จริงในปีเดียวกันนั้นเอง ซึ่งนับว่าเป็น

ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรท้องถิ่น ในเดือนมีนาคม 1890 พวกเขาก็ได้แปรสภาพไปเป็นบริษัทจำกัด ด้วยเงินทุน 1000 ปอนด์
แต่ในระหว่างฤดูใบไม้ผลิของปี 1892 นั้น กลับกลายเป็นฤดูกาลที่ตกต่ำของเวสต์ เอนด์ โดยเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดด้วย

โดยเฉพาะการที่ต้องพ่ายแพ้ต่อทีมคู่ปรับอย่าง อีสต์ เอนด์ ถึง 5 ครั้ง ทำให้เวสต์ เอนด์ ตกอยู่ในสภาพที่ลำบากอย่างยิ่ง

ทำให้ผู้บริหารของสโมสรต้องตัดสินใจให้ อีสต์ เอนด์ เข้ามาซื้อกิจการไปในที่สุด

ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือ เวสต์ เอนด์ มีผลงานที่ย่ำแย่ เหล่านักเตะรวมไปถึงทีมงานผู้ฝึกสอนหลายคน

ได้ย้ายไปอยู่กับ อีสต์ เอนด์ อย่างไม่ค่อยถูกต้องนัก ทำให้เวสต์ เอนด์ไม่สามารถดำเนินอยู่ได้อีกต่อไป นอกจากการเข้า

มาซื้อกิจการแล้ว อีสต์ เอนด์ ยังได้เช่าซื้อสนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค ด้วย ต่อมาในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน พวกเขาได้

ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชื่อของสโมสรใหม่ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ ซึ่งจากการประชุม มีหลายๆชื่อถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุม รวม

ไปถึงชื่อ นิวคาสเซิล เรนเจอร์ และ นิวคาสเซิล ซิตี้ ก่อนที่จะมีความเห็นชอบด้วยกันกับชื่อ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด โดย

สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟ เอ) ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม แต่ชื่อใหม่จะมีผลทางกฏหมายในวันที่ 6 กันยายน 1895

เมื่อบริษัทนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ฟุตบอลคลับ จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้น

ยูไนเต็ด ได้เริ่มสร้างตัว ผ่านช่วงที่น่ากังวลจากการที่ไม่มีผู้ให้การสนับสนุนทีม หรือขาดเงินหมุนเวียนในธนาคาร แต่จาก

การช่วยเหลือค้ำจุนของผู้บริหารสโมสร ทำให้สโมสรสามารถดำรงอยู่ได้

นิวคาสเซิล ได้เริ่มซื้อตัวนักเตะที่มีความสามารถเข้าสู่ทีม โดยเฉพาะจาก สก็อตแลนด์ และในที่สุดก็เป็นทีมที่สามารถแข่ง

ขันได้กับทุกทีมในอังกฤษ ด้วยผู้เล่นอย่าง โคลิ เวียช, แจ็คกี้ รูเธอร์ฟอร์ด, จิมมี่ ลอเรนซ์ และ อัลเบิร์ต เชฟเฟิร์ด ทำให้

ทีมขาวดำ (แบล็ก แอนด์ ไวท์) เต็มไปด้วยผู้เล่นพรสวรรค์จากนานาชาติ นอกจากนี้ยังมี บิล แม็คแครคเก็น, จิมมี ฮาววี่, ปี

เตอร์ แม็ควิลเลียม และ แอนดี้ เอตเคน ด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 1908 ในเกมส์ที่พบกับทีมซันเดอร์แลนด์คู่ปรับ พวกเขา

กลับพบกับความพ่ายแพ้ยับเยินถึง 9-1 ในบ้านของตัวเอง และยังเป็นสถิติพ่ายแพ้ในบ้านด้วยจำนวนประตูสูงสุดของ

อังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้

ทีมสาลิกาดง จบฤดูกาลด้วยอันดับ 1 ของลีกได้ถึง 3 ครั้งและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้ถึง 5 ครั้งในช่วงก่อน

สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 ชาวจอร์ดี้ ต่างมีความสุขกับทีมของพวกเขา ทีมที่ทีมอื่นๆ ต้องการโค่นล้ม ยูไนเต็ดใน

ช่วงนั้นเล่นฟุตบอลในรูปแบบที่เร้าใจ เน้นการบุกและครองบอลเพื่อให้แฟนบอลสนุกสนานกับเกมฟุตบอล

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขายังได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ในปี 1924 ด้วยการชนะทีมแอสตัน วิลลา

ซึ่งในครั้งนั้นถือเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้นที่เอฟเอ คัพ ถูกจัดขึ้นที่สนามเวมบลีย์ หลังจากนั้น 3 ปี ในปี 1927 หลังจากการเซ็น

สัญญากับศูนย์หน้าทีมชาติสก็อตแลนด์ ฮิวกี้ กัลลาเกอร์ ทำให้ทีมได้ตำแหน่งชนะเลิศอีกครั้ง

นักเตะที่มีชื่อเสียงต่างทยอยเข้ามาสวมเสื้อลายทางของนิวคาสเซิล โดยหลังจากนักเตะในตำนาน กัลลาเกอร์ แล้ว เหล่า

สาลิกาดงยังได้ต้อนรับ นีล แฮริส, สแตน เซย์มัวร์ และ แฟรงค์ ฮุดสเป็ทซ์ โดยที่ เซย์มัวร์ ได้กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพล

สำคัญต่อทีมถึง 40 ปีจากการเป็นนักเตะ ผู้จัดการทีม และผู้บริหารสโมสร

หากย้อนกลับที่สนามเวมบลีย์ในปี 1932 ปีนั้นเกิดประตูที่เป็นที่น่ากังขาขึ้นในเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศระหว่าง นิ

วคาสเซิล ยูไนเต็ด กับ อาร์เซนอล โดยที่ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายชนะไปด้วยประตูที่ไม่น่าจะนับเป็นประตู และสุดท้ายยูไนเต็ด

ชนะไปด้วยประตู 2-1 จากประตูที่ได้จากการโยนบอลโดย จิมมี ริชาร์ดสัน ซึ่งลูกฟุตบอลได้ออกจากเส้นไปก่อนแล้ว แต่

ผู้ตัดสินได้เป่าให้เป็นลูกได้ประตู ประเด็นนี้จึงกลายเป็นอีกหัวข้อที่พูดถึงในศึกเอฟเอ คัพ มาจนถึงทุกวันนี้

นิวคาสเซิล ยังได้เสริมทีมอย่างต่อเนื่องโดยมีผู้เล่นหลักอย่าง แซมมี เวฟเวอร์ และ แจ็ค อัลเลน เช่นเดียวกับผู้เล่น-ผู้

จัดการทีมคนแรกในลีกสูงสุด นั่นก็คือ แอนดี คันนิงแฮม นักเตะทีมชาติสก็อตแลนด์ แต่หลังจากชัยชนะที่สนามหอคอยคู่

เวมบลีย์แล้ว ฟอร์มการเล่นของทีมก็เริ่มตกต่ำลง โดยในปี 1934 พวกเขากลับต้องตกชั้นไป ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติ

ศาสตร์ของพวกเขาเลยทีเดียว

และเป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง ในฤดูกาลเดียวกันนี้เองที่พวกเขาต้องลงไปเล่นในดิวิชัน 2 ยูไนเต็ดกลับคว้าชัยชนะ

เหนือทีมลิเวอร์พูลถึง 9-2 และ ชนะทีมเอฟเวอร์ตันถึง 7-3 ในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น ! การสร้างทีมให้กลับมา

เข้มแข็งได้เริ่มขึ้นก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นได้ไม่นาน ซึ่งในเวลานั้นมีอดีตดาวดัง สแตน เซย์มัวร์เป็นผู้บริหาร
หลังจากนั้น ยูไนเต็ดก็เริ่มต้นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง

edit @ 11 Nov 2010 07:10:55 by M_ZAA!